4 เหตุผลที่ในปี 2012 จะกลายเป็นปีทองของ Social Network

ก็อย่างที่เห็นๆ กันว่าทุกวันนี้ คำว่า “Social Network” (ซึ่งเอาจริงๆ หลักๆ ก็คือ Facebook) มันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราจริงๆ โทรศัพท์มือถือจะต้องเล่น Facebook ได้ โปรโมชั่นมือถือจะต้องพ่วงอินเทอร์เน็ตราคาถูกๆ เว็บไซต์ที่เด็กๆ จะเข้าไปเช็กเป็นอันดับต้นๆ ก็คือ Facebook (ล่าสุดเพิ่งมาประทับใจที่ค้นพบว่าอาจารย์ที่เกษียณแล้ว Add Facebook มาหา — คือมันเข้าถึงคนทุกกลุ่มทุกวัยจริงๆ นะ) และที่่ใดมีความเจริญ มีกลุ่มผู้ใช้ มี Community ก็จะเริ่มมีกลุ่มนักการตลาดคืบคลานเข้าไปหาเพื่อทำการตลาดจูงใจต่างๆ นานา ให้เราเสียตังค์ ชะลาล่า :h_skip:

อันว่ามูลค่าของประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ของ Facebook เนี่ย มีผู้เชี่ยวชาญ (eMarketer) ออกมาประเมินไว้ว่ามีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 104% ที่ 3.8 พันล้านบาท และในส่วนของ Twitter นั้น คาดการณ์กันไว้ว่า จะมีกำไรเพิ่มขึ้น 3 เท่าในสิ้นปีทีเดียวเชียว

สำหรับแบรนด์ที่ยังหวั่นวิตกว่า คุ้มไหมที่จะลงเงินเพื่อโปรโมตแบรนด์ตัวเองผ่าน Social Network ด้วยกลัวว่า Facebook จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจริงหรา เสียตังค์ไปแล้วจะไม่คุ้มหรือเปล่า ทางเราก็มี 4 เหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญเค้าคาดการณ์กันว่า ปี 2012 จะเป็นปีทองของ Social Network ในแง่ไหนอย่างไรบ้างฮับ

Social Network จะเป็นตัวกำหนดความมีอิทธิพลบนสื่อต่างๆ ของแบรนด์

ในกาลก่อนอาจจะบอกได้ว่า การโปรโมตสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้ได้ผล มีคนสนใจและจดจำสินค้าได้ จะต้องซื้อโฆษณาทางโทรทัศน์ จะต้องจ้างดาราค่าตัวแพงมาเป็นพรีเซนเตอร์ บลาๆๆ แต่ในยุค 2012 นี้ Social Network จะเริ่มมาลดบทบาทของสื่ออื่นๆ เพราะเริ่มมีกรณีศึกษาที่ชี้ว่า ไม่จำเป็นจะต้องลงทุนไปซื้อโฆษณาตามสื่อต่างๆ ที่ราคาแพงมาก แต่เอางบมาสร้าง Facebook Page หรือ Twitter Account แล้วจ้างคนที่มีความรู้ความเข้าใจมาทำหน้าที่พูดคุยหรือสานสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้า, คอยอัปเดตความเคลื่อนไหวของสินค้าและบริการ พร้อมมีกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่าน Social Network นิดๆ หน่อยๆ ลงทุนน้อยแต่ได้กลุ่มแฟนที่รักแบรนด์เหนียวแน่นหนึบมาแทน คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม

Social Ecosystem จะมีพรมแดนน้อยลง

ในปี 2012 คาดการณ์ได้ว่าแทบทุกแบรนด์จะต้องมีความเป็น Social ก็คือ มีการสร้าง Social Ecosystem ด้วยการมี Twitter, Facebook และเชื่อมมันเข้าด้วยกัน (รวมถึงเชื่อมเข้ากับเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น) รูปแบบของโฆษณาจะไม่ได้เป็นโฆษณาที่มีพรีเซนเตอร์หล่อๆ เท่ๆ หรือเป็นภาพสินค้าแล้วมีคำโปรยหล่อๆ อีกต่อไป แต่รูปแบบโฆษณาจะมาในมาดของการ “แนะนำ”, “ใช้ดีจึงบอกต่อ” (ก็คือเป็นโฆษณาที่มันเนียนขึ้นกว่าเดิมจนผู้บริโภคแทบไม่รู้สึกว่ากำลังถูกขายของอยู่) นอกจากนี้ บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ก็จะเริ่มสร้างนวัตกรรม เชื่อมต่อสื่อโทรทัศน์เข้ากับสื่อ Social Network และจะมีนวัตกรรมแบบนี้ให้เห็นมากขึ้นในปีหน้า

เราจะเริ่มมองเห็นผลดีของการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่าน Social Network มากขึ้น

ก่อนหน้านี้ราวๆ 2-3 ปี คำว่า Social Network ก็ยังไม่มีความสำคัญกับทั้งโลกมากขนาดนี้ และทุกองค์ความรู้ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ผ่าน Social Network ก็ยังเป็นเรื่องใหม่พอสมควร (ในแต่ก่อน แบรนด์ใหญ่ๆ ก็แค่รู้สึกว่า เราต้องมี Facebook, Twitter กับเค้าบ้างนะ แล้วก็สร้างมันขึ้นมา แล้วก็จบ ไม่ได้มีการบริหารจัดการอะไรที่ดีและทำอย่างต่อเนื่อง) แต่หลังจากนี้ เมื่อแบรนด์เริ่มรู้ว่าการสร้างความสัมพันธ์กับแบรนด์ผ่าน Social Network มันได้ผลดีจริงๆ ก็จะเริ่มมีการจัดการ Facebook, Twitter ของแบรนด์ที่ดีขึ้น มีการสร้างคอนเทนต์ที่เข้มข้นขึ้น (ไม่ใช่สักแต่โพสต์ สวัสดีค่ะ เช้าแล้ว อย่าลืมทานกาแฟนะคะ พร้อมโพสต์รูปกาแฟ) และในหลายๆ แบรนด์ก็จะเริ่มมีทีมดูแล Social Network เป็นของตัวเอง และมีแนวทางในการบริหารจัดการลูกค้าผ่าน Social Network ที่ดีขึ้น เพราะเค้ารู้แล้วไงว่าทำแบบนี้มันได้ผลดีจริงๆ นะฮิ ไรงี้

ข้อมูลใน Social Network จะส่งผลไปยังการตลาดแบบ offine อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โดยจากนี้ เราจะสามารถวิเคราะห์ความต้องการและทำความเข้าใจผู้บริโภคได้ผ่านค่าสถิติ social interactions ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คอนเทนต์ไหนที่มีคนกด Like หรือ Share มากเป็นพิเศษ ก็จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์และเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคได้มากขึ้น และสามารถนำข้อมูลตรงนี้ไปวิเคราะห์เพื่อทำการตลาดผ่าน TV, Print AD หรือวิทยุ ได้อย่างมีประสิทธิผลขึ้นกว่าเดิม

เผื่อจะสนใจ

ลองอ่านเรื่องการบริหารแบรนด์ใน Social Network และบทความที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ได้ผ่านลิงก์ล่างนี้โลดฮับ :h_jubu:

:12_011:[แนวทาง] ดูแลแบรนด์ใน Social Network อย่างไร ให้ลูกค้าประทับใจสูงสุด
:12_011: [แนวทาง] ทำแคมเปญอย่างไรให้ Viral
:12_011: [Infographic] ศาสตร์แห่งการทำร้านค้าบน Social Network
:12_011: คู่มือการใช้ Insights เพื่อเพิ่มจำนวน Likes ให้กับ Facebook Pages
:12_011: กรณีศึกษาการจัดการบัญชี Twitter ของ 3 บริษัทดังในอเมริกา

เรียบเรียงจาก 4 reasons why 2012 will be the year of “Social Enlightenment”
ที่มา @markpeak
Share.

About Author

I come from B612 star, nerd, greedy, moody, lazy, Facebook Development, social Networking. almost Blog in Thai but English OK. ^^

Comments