Instagram vs Vine ว่าด้วยความแตกต่าง, ศึกนี้ใครชนะ?

Instagram เปิดตัวฟีเจอร์วิดีโอด้วยคอนเซ็ปต์ 15 วิ, แก้ไขวิดีโอได้ และป้องกันภาพสั่นไหวได้ด้วยฟีเจอร์ Cinema ซึ่งก็เป็นการปะทะกับ Vine โดยตรง โดยเค้าก็ทำนายเอาไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะจงรักภักดีกับ Vine กับฝักใฝ่ใน Instagram นั้น ทั้งสองแอปก็จะยังอยู่และฟาดฟันกันต่อไป โดย Instagram นั้นมี Community ที่แข็งแกร่งมาแต่ต้นเป็นจุดยืนหลัก (ก็เลยเป็นเหตุผลที่เลือกสร้างฝังฟีเจอร์วิดีโอลงในแอปเดิม) ในขณะที่ Vine นั้น มีผู้ใช้ที่ถูกดึงดูดเข้ามาใช้แอปตามกรอบที่ Vine สร้างขึ้นแต่ต้นอยู่แล้ว (ก็คือความท้าทายในการสร้างคลิปให้น่าดึงดูดใน 6 วินาทีนั่นเอง)

เพราะฉะนั้นความแตกต่างของวิดีโอบน Instagram และ Vine น่าจะอยู่ที่ แนวโน้มของคอนเทนต์ โดยที่ Instagram นั้น ผู้ใช้ก็จะอัปคลิปที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตัวเอง (กาแฟ, เท้า, สัตว์เลี้ยง) ก็ว่าไป แต่ในขณะที่ Vine ที่เป็นแอปที่มีข้อจำกัดมาก การจะโด่งดังเจิดจรัสในแอป Vine ก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากๆ โดยแนวโน้มที่เราจะเจอคลิปเจ๋งๆ จากครีเอทีฟและนักออกแบบใน Vine มีเยอะกว่า Instagram เยอะ พูดง่ายๆ ก็คือ วิดีโอใน Instagram ก็จะเหมือนภาพใน Instagram ตอนนี้นั่นเอง ไม่ค่อยเจออะไรครีเอตๆ แล้ว (จริงมั้ยเราก็ต้องมาดูกันต่อไป) ตอนนี้มาดูเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Instagram กับ Vine ตามภาพเลยฮับ

การสร้างคลิป

เริ่มกันตั้งแต่เรื่องของความยาวคลิป Vine ให้อัปโหลดคลิปได้ที่ความยาว 6.5 วินาทีโดยประมาณ โดย Twitter และ Vine ได้คิดและวิจัยมาก่อนหน้านี้ในเรื่องของความยาวของคลิป และคิดว่าเวลา 6 วินั้นเป็นระยะเวลาที่สมบูรณ์แบบในการใช้วิดีโอสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมา โดยพยายามให้ผู้ทำคลิปนั้นคิดนอกกรอบเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในเวลาสั้นๆ ซึ่งมันก็คือคอนเซ็ปต์ของ Twitter ที่บังคับให้คนทวีตให้จบใน 140 ตัวอักษรนั่นเอง (แต่ใครจะพล่ามพรรณายาวๆ ก็ไม่ว่ากัน แต่มันอาจจะรกไทม์ไลน์ไง นึกออกนะ)

ในขณะที่ Instagram นั้น อนุญาตให้อัปคลิปได้ 15 วินาที ซึ่งผู้ดูคลิปอาจจะรู้สึกใช้เวลายาวนานกว่า Vine แต่ในแง่ของผู้สร้างคลิป 15 วินาทีก็เพียงพอที่จะเล่าอะไรเยอะๆ ได้ดี

ความสามารถในการแก้ไข

ทั้ง 2 แอปนั้นอนุญาตให้เราถ่ายคลิปได้หลายๆ คลิป แบบไม่ปะติดปะต่อกัน แต่ Instagram จะเหนือกว่า Vine ตรงที่เราลบคลิปล่าสุดที่เราไม่ต้องการได้ (ในภายหน้าอาจจะเลือกลบคลิปที่ 2 ที่ 3 หรือคลิปอื่นๆ ได้ แต่ในเวอร์ชั่นแรกสุด Instagram ให้ลบคลิปล่าสุดเท่านั้น)

ในขณะที่ Vine ไม่ได้ให้เราแก้ไขทั้งหมด แต่มีแผนที่จะทำ draft video ให้ผู้ใช้เร็วๆ นี้ ซึ่งก็อาจจะช่วยให้สามารถทำคลิปสร้างสรรค์ได้ง่ายขึ้น

ทั้ง Vine และ Instagram ไม่ให้เราดึงวิดีโอจาก camera roll แต่อนุญาตให้ใช้กล่องหน้าถ่ายคลิปได้ทั้งคู่ หรือจะสลับกล้องหน้าหลังก็ได้ ทั้ง 2 แอปให้เมนชั่นและใช้แท็กได้

Instagram มีฟิลเตอร์ แต่ Vine ไม่มี, Instagram แชร์คลิปออกไปยังหลาบ Social Network ได้มากกว่า Vine แต่ใน Twitter นั้น สามารถดูคลิปจาก Vine ได้ทันที ต่างกับ Instagram ที่เมื่อทวีตไปปุ๊บ ต้องกดลิงก์เพื่อไปดูในเว็บของ Instagram เอง

เมื่อดูคลิปในแอป ทั้ง 2 แอปจะปิดเสียงคลิปเป็นค่า default แต่ถ้าเปิดในเว็บเดสก์ท็อป คลิป Vine จะ mute เสียงได้ แต่ของ Instagram mute ไม่ได้ และความแตกต่างของ Vine กับ Instagram อีกอย่างก็คือ คลิป Vine จะวนลูปให้ แต่ของ Instagram ไม่วนลูป ซึ่งคุณสมบัติการวนลูปของ Vine นั้นทำให้ Vine เหมือนภาพ GIF ในรูปของคลิปสั้นๆ แต่ถ้า Instagram วนลูป คลิปก็คงจะยาวไปนิด และนอกจากนี้ Instagram ยังไม่มีโค้ดให้ embed คลิปลงเว็บไซต์ แต่ของ Vine มี

ศึกนี้ใครชนะ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า Vine นั้นถูกสร้างมาเพื่อรวมบุคคลที่ “ต้องการอัปคลิปสั้นๆ” ก่อนที่ Instagram จะมีฟีเจอร์วิดีโอให้ผู้ใช้ และความสร้างสรรค์ใน Vine นั้นจะมีมากกว่า Instagram แน่นอน เพราะความยาวคลิปมันสั้นกว่า และคุณสมบัติวนลูปของคลิปก็ทำให้นักทำคลิปอยากทำคลิปที่มันวนต่อเนื่องได้ไม่สะดุด ในขณะที่ Instagram ชูคอนเซ็ปต์มาเลยว่า วิดีโอของชั้น ทำเพื่่อให้เธอถ่ายรูปในชีวิตประจำวันนะ เพราะฉะนั้นความสร้างสรรค์ของคลิปใน Instagram อาจจะไม่ค่อยมีรึเปล่า? (แต่ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก)

ศึกนี้ยังต้องดูกันอีกยาว Vine กับ Twitter ต้องมีอะไรออกมาตอบโต้แน่ๆ เผลอๆ คู่แข่งอย่าง Google+ อาจจะทำ Google+ Cam มาแข่งก็ได้ (อันนี้ก็มั่วไป) จะเป็นยังไงก็ต้องมาดูกันในภายภาคหน้าจ้ะ :h_wan:

ที่มา – TechCrunch

Share.

About Author

I come from B612 star, nerd, greedy, moody, lazy, Facebook Development, social Networking. almost Blog in Thai but English OK. ^^

Comments